IND013 เที่ยวสองประเทศ สังเวชนียสถานสี่ตำบล ย่างกุ้ง 9 วัน 8 คืน (8M)

 

  • Written by admin
  • กรกฎาคม 14, 2015 at 9:25 am
  • 0
IND013 เที่ยวสองประเทศ สังเวชนียสถานสี่ตำบล ย่างกุ้ง 9 วัน 8 คืน (8M)
รหัสโปรแกรมทัวร์ 22HM      |      
เดินทาง สายการบินเมียนม่าร์ แอร์เวย์ (8M)
ราคา 45,900- บาท
ตารางการเดินทางและอัตราค่าบริการ
19
รายละเอียดการเดินทาง
กรุงเทพฯ - ย่างกุ้ง - พุทธคยา
08.00 น. คณะพร้อมกันที่สนามบินสุวรรณภูมิ ชั้น 4 เคาน์เตอร์สายการบิน Myanmar Airways International (8M) ประตู 7 แถว N โดยมีเจ้าหน้าที่บริษัทฯ คอยให้การต้อนรับและอำนวยความสะดวกก่อนขึ้นเครื่อง
10.40 น. ออกเดินทางสู่เมืองย่างกุ้ง โดยสายการบิน Myanmar Airways International (8M) เที่ยวบินที่ 8M 336
11.25 น. คณะเดินทางถึงท่าอากาศยานนานาชาติเมืองย่างกุ้ง (เตรียมตัวต่อเครื่องไปพุทธคยา)
13.40 น. คณะเดินทางออกจากท่าอากาศยานนานาชาติเมืองย่างกุ้ง สู่พุทธคยา เมืองคยา โดยสายการบิน Myanmar Airways International (8M) เที่ยวบินที่ 8M 601
15.00 น. คณะเดินทางถึงท่าอากาศยานนานาชาติเมืองคยา (สถานที่ตั้งสังเวชนียสถานแห่งการตรัสรู้ “พุทธคยา” ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า) หลังจากเสร็จพิธีการตรวจคนเข้าเมืองและตรวจสัมภาระเป็นที่เรียบร้อยแล้ว...จากนั้นนำท่านเข้าสู่ตัวเมือง พุทธคยา เมืองคยา
จากนั้น นำท่านเข้านมัสการ พระมหาเจดีย์พุทธคยา พร้อมสักการะองค์พระประธาน “พระพุทธเมตตา” และสักการะต้นศรีมหาโพธิ์ ซึ่งต้นโพธิ์ต้นดังกล่าวเป็นต้นที่ 4 จากต้นศรีมหาโพธิ์ต้นแรกที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ โดยสำหรับต้นพระศรีมหาโพธิ์ต้นแรกนั้นเป็นสหชาติกับพระพุทธเจ้า (เกิดในวันเดียวกับวันที่เจ้าชายสิทธัตถะประสูติ) มีอายุถึง 352 ปี จนในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช จึงถูกทำลายโดยพระชายาของพระเจ้าอโศกมหาราช เพราะความอิจฉาที่พระเจ้าอโศกรักและหวงแหนต้นพระศรีมหาโพธิ์ต้นนี้จนไม่สนใจพระนาง ต้นพระศรีมหาโพธิ์ต้นที่สองนั้นปลูกโดยพระเจ้าอโศกมหาราช จากหน่อพระศรีมหาโพธิ์ต้นเดิมและมีอายุยืนมาประมาณ 871-891 ปี จนถูกทำลายในประมาณปีพุทธศักราช 1143-1163 ด้วยน้ำมือของพระราชาฮินดูแห่งเบงกอลพระนามว่าศศางกา ซึ่งพระองค์อิจฉาพระพุทธศาสนาที่มีความรุ่งเรืองมาก จึงทรงแอบนำกองทัพเข้ามาทำลายต้นโพธิ์ต้นนี้ ต้นพระศรีมหาโพธิ์ต้นที่สามปลูกโดยพระเจ้าปูรณวรมา กษัตริย์พระองค์สุดท้ายแห่งราชวงศ์เมารยะ และต้นที่สามนี้มีอายุยืนมากว่า 1,258 – 1,278 ปี จึงล้มลงในสมัยที่อินเดียเป็นอาณานิคมของอังกฤษ และต้นพระศรีมหาโพธิ์ต้นที่สี่ ที่ยังคงยืนต้นมาจนปัจจุบัน ปลูกโดยนายพลเซอร์ อเล็กซานเดอร์ คันนิ่งแฮม เมื่อปีพุทธศักราช 2423 พร้อมนำท่านสักการะ 7 สัตตมหาสถาน หรือสถานที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเสด็จประทับเสวยวิมุต เป็นเวลา 7 สัปดาห์หลังจากตรัสรู้ด้วยพระองค์เอง อันประกอบไปด้วย 1. เสด็จประทับบนพระแท่นวัชรอาสน์ใต้ต้นศรีมหาโพธิ์ พร้อมเสวยวิมุตติสุขตลอด 7 วัน ในสัปดาห์ที่ 1 2. เสด็จประทับ ณ อนิมิสเจดีย์ ทรงยืนจ้องพระเนตรดูต้นศรีมหาโพธิ์ โดยมิได้กะพริบพระเนตรตลอด 7 วัน ในสัปดาห์ที่ 2 3. เสด็จประทับ ณ รัตนจงกรมเจดีย์ ทรงนิมิตจงกรมขึ้น แล้วเสด็จจงกรมเป็นเวลา 7 วัน ในสัปดาห์ที่ 3 4. เสด็จประทับ ณ รัตนฆรเจดีย์ โดยเสด็จไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของต้นศรีมหาโพธิ์ และประทับนั่งขัดสมาธิในเรือนแก้วซึ่งเทวดานิรมิตถวาย ทรงพิจารณาพระอภิธรรมตลอด 7 วัน ในสัปดาห์ที่ 5. เสด็จไปประทับใต้ต้นไทร อชปาลนิโครธ ซึ่งเป็นที่พักของคนเลี้ยงแกะ ในสัปดาห์ที่ 5 6. เสด็จไปประทับนั่งขัดสมาธิใต้ต้นจิก มุจลินท์ ไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของต้นศรีมหาโพธิ์ ในสัปดาห์ที่ 6 7. เสด็จไปประทับใต้ต้นเกด ราชายตนะ ประทับนั่งเสวยวิมุตติสุขตลอด 7 วัน ในสัปดาห์ที่ 7
เย็น นำท่านเข้าสู่โรงแรมที่พักในพุทธคยา เมืองคยา ณ Bodhgaya Regency หรือเทียบเท่าพร้อมรับประทานอาหารเย็นภายในโรงแรม
พุทธคยา - เมืองราชคฤห์ - นาลันทา - เมืองไวสาลี
เช้า รับประทานอาหารเช้าภายในโรงแรมที่พัก
หลังอาหาร นำท่านออกเดินทางสู่เมืองราชคฤห์ หรือเบญจคีรีนคร แปลว่า เมืองที่มีเขาทั้ง 5 อันได้แก่ เขาคิชกูฏ เขาปัณฑวะ เขาเวภาระ เขาอิสิคิลิ และเขาเวปุลละ เมืองราชคฤห์ในสมัยพุทธกาลนั้นเดิมทีเป็นเมืองหลวงของแคว้นมคธ ที่มีประวัติศาสตร์ของศาสนาพุทธอย่างมากมาย มีเจ้าเมืองปกครองในยุคนั้นคือพระเจ้าพิมพิสารที่ถือได้ว่าเป็นโยมอุปฐากของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่มีส่วนช่วยทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาที่สำคัญอย่างมาก ด้วยการถวายพื้นที่สำหรับเป็นพุทธสถานแห่งแรก และเมืองราชคฤห์ยังเป็นสถานที่ที่เกิดเหตุการณ์สำคัญของพระพุทธศาสนาอีกมากมาย จากนั้น นำท่านเดินทางชมจุดสำคัญต่างๆณ ยอดเขาคิชกูฏ สถานที่ประทับพรรษาแรกของพระพุทธเจ้า ซึ่งปรากฏหลักฐานหลายจุดที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธประวัติ อันประกอบไปด้วย 1. ถ้ำพระโมคคัลลานะ ที่พำนักและบำเพ็ญเพียรของอัครสาวกเบื้องซ้าย ผู้เป็นเอตทัคคะที่มีอิทธิฤทธิ์เป็นเลิศ และเป็นสถานที่พระโมคคัลลานะมองเห็นอชครเปรตที่มีความสูง 25 โยชน์ (1 โยชน์ มีค่าเท่ากับ 16 กิโลเมตร) ถูกไฟเผาจากหัวถึงหาง ซึ่งพระพุทธองค์ทรงเล่าถึงอดีตชาติของเปรตตนนั้น 2. ที่กลิ้งหินของพระเทวทัต เป็นจุดที่สามารถมองเห็นจากบริเวณด้านหน้าถ้ำพระโมคคัลลานะ ที่ปรากฏก้อนหินเรียงกัน 3 ก้อน มีช่องระหว่างเขาสามารถเดินเข้าไปได้ ซึ่งในสมัยพุทธกาลนั้น เส้นทางดังกล่าวเป็นเส้นทางขึ้น-ลงเพียงทางเดียว ซึ่งเชื่อกันว่าพระเทวทัตพยายามกลิ้งหินจากข้างบนโดยหวังปลงพระชนม์องค์พระศาสดา แต่สุดท้ายสามารถทำอันตรายต่อพระพุทธองค์ได้เพียงห้อพระโลหิต 3. ถ้ำสุกรขาตา (ถ้ำพระสารีบุตร) ที่พำนักและบำเพ็ญเพียรของอัครสาวกเบื้องขวา ผู้เป็นเอตทัคคะที่มีปัญญาเป็นเลิศ ที่สามารถบรรลุอรหันตผลภายใน 15 วัน หลังจากการอุปสมบท 4. อานันทกุฎี ตั้งอยู่ด้านหน้าพระคันธกุฎี กุฏิของพระพุทธเจ้า เพื่อเป็นการตรวจสอบเหล่ากษัตริย์ เทวดา และพุทธศาสนิกชนที่ต้องการเข้าเฝ้าสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า 5. พระคันธกุฎี ซึ่งเคยเป็นกุฏิของพระพุทธเจ้า มีขนาดประมาณ 2.5 * 3 เมตร และเป็นสถานที่แสดงพระธรรมหลายสูตรต่อพระเจ้าพิมพิสารและพุทธศาสนิกชน จากนั้น นำท่านชม ชีวกอัมพวันวิหาร หรือสวนมะม่วงของหมอชีวกโกมารภัจจ์ ซึ่งถวายเป็นสังฆาวาส และเป็นโรงพยาบาลสงฆ์แห่งแรกของโลกที่ดูแลพระภิกษุสงฆ์อาพาธ รวมไปถึงพระพุทธองค์ด้วยเช่นเดียวกัน เมื่อครั้งเหตุการณ์พระเทวทัตผลักก้อนหิน
เที่ยง รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคารในโรงแรมเมืองราชคฤห์
หลังอาหาร นำท่านชม เรือนจำคุมขังพระเจ้าพิมพิสาร สถานที่พระเจ้าอชาตศัตรูทรงทำการปราบดาภิเษกขึ้นเป็นกษัตริย์แทนพระเจ้าพิมพิสาร ผู้เป็นบิดา โดยการยึดพระราชอำนาจของพระเจ้าพิมพิสาร และขังพระมารดาและพระบิดามาขังไว้ ณ สถานที่แห่งนี้ ซึ่งพระเจ้าพิมพิสารถูกทรมานร่างกายสารพัดวิธี ไม่ว่าจะเป็นการอดอาหาร แต่พระองค์ก็รอดมาได้ด้วยการนั่งบำเพ็ญภาวนาเจริญสมาธิ และการเดินจงกรม แต่ภายหลังพระโอรสของพระองค์ยังคงสร้างวิบากกรรมอันเลวร้าย คือ ทรงทำปิตุฆาตด้วยการใช้มีดผ่าบริเวณฝ่าเท้าของพระเจ้าพิสารจนไม่สามารถเดินจงกรมและเสด็จสวรรคตในที่สุด ซึ่งพระเจ้าอชาตศัตรูทรงไม่รู้ถึงบาปอันใหญ่หลวงในครั้งนี้ เนื่องจากพระองค์ได้หลงคำยุยงของพระเทวทัต ปัจจุบันเรือนจำแห่งนี้หลงเหลือสภาพเพียงซากหินสำหรับก่อกำแพงที่มีความหนาประมาณ 2 เมตร และมีความยาวด้านละ 60 เมตร และเมื่อครั้งตอนขุดพบนั้น ปรากฏหลักฐานชิ้นสำคัญที่บ่งชี้ว่าสถานที่แห่งนี้ในอดีตเคยเป็นเรือนจำ คือ โซ่ตรวนข้อมือเหล็ก จากนั้นนำท่านชม วัดเวฬุวันมหาวิหาร หรือป่าไผ่ สถานที่กำเนิดวันสำคัญทางศาสนา “วันมาฆบูชา” ซึ่งเป็นสถานที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงโอวาทปาฏิโมกข์ต่อหน้าพระสงฆ์ที่พระองค์ทรงบวชให้ทั้งหมด และวัดเวฬุวันมหาวิหารยังเป็นวัดแห่งแรกของพระพุทธศาสนา เป็นสถานที่ที่พระเจ้าพิมพิสารถวายให้กับองค์พระศาสดา หลังจากนั้นนำท่านเดินทางเยี่ยมชม ตโปทาราม สถานที่อาบน้ำของชาวฮินดูที่มีการแบ่งชนชั้นวรรณะของชาวอินเดียปรากฏอยู่อย่างชัดเจน  ตโปธาร คือบ่อน้ำร้อนที่ตั้งอยู่บริเวณแม่น้ำสรัสวดี ที่ไหลมาจากภูเขาเวภารบรรพต ซึ่งตามความเชื่อของชาวฮินดูเชื่อกันว่า ไหลมาจากพรหมโลก โดยในประเทศอินเดียมีความเชื่อเรื่อง แม่น้ำศักดิ์สิทธิ์มีอยู่ 7 สาย อันได้แก่ แม่น้ำคงคา แม่น้ำยมุนา แม่น้ำโกดาวารี แม่น้ำสรัสวดี แม่น้ำนาร์มาดา แม่น้ำสินธุ และแม่น้ำคาเวรี ตโปธาร เป็นสถานที่ที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติพระวินัย ข้อหนึ่งขึ้นมา นั่นคือ ภิกษุใดสรงน้ำ (อาบน้ำ) และยังไม่ถึงกึ่งเดือน (15วัน) สรงน้ำใหม่ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ยกเว้นภิกษุผู้อาพาธ ภิกษุผู้ทำนวกรรม ภิกษุผู้เดินทางไกล หรือในคราวที่อากาศร้อนจัด ทรงอนุญาติให้อาบได้ เหตุเนื่องมาจากในฤดูหนาว พระเจ้าพิมพิสารออกไปนอกพระนครมายังธารน้ำร้อน ตโปธาร และรอคอยพระสงฆ์สรงเสร็จจึงจะทรงสนาน ซึ่งในเวลานั้นพระสงฆ์เป็นจำนวนมากกำลังสรงน้ำอุ่นอย่างสบายใจ และไม่ทราบว่าพระเจ้าพิมพิสารทรงรออยู่ กว่าพระองค์จะได้ทรงสนานก็ใกล้ค่ำ และช่วงเวลานั้นเมืองราชคฤห์มีศัตรูมาก พระองค์จึงทรงให้รักษาพระนครอย่างแข็งขัน ประตูใหญ่ของเมืองเปิดปิดตรงตามเวลา ไม่มียกเว้นกับใครทั้งสิ้น แม้พระองค์ผู้เป็นกษัตริย์ จึงจำต้องนั่งรอจนประตูเปิดในตอนเช้าจึงได้เสด็จเข้าพระนคร สมควรแก่เวลานำท่านออกเดินทางสู่เมืองนาลันทา พร้อมนำท่านชมมหาวิทยาลัยนาลันทา สถานที่กำเนิดของอัครสาวกองค์สำคัญ คือ พระสารีบุตร ผู้เป็นเลิศทางด้านปัญญา โดยมีหลักฐานบ่งชี้คือ สถูปที่เป็นอนุสรณ์สถานต่อพระมหาเถระรูปนี้ เมืองนาลันทา ยังได้รับการสมญานาม เมืองแห่งความรู้ เพราะมีมหาวิทยาลัยที่เก่าแก่ที่สุดในโลก (โดยประวัติศาสตร์ของมหาวิทยาลัยนาลันทาเริ่มขึ้นโดย ถูกสร้างขึ้นในสมัยกษัตริย์ราชวงศ์คุปตะพระองค์หนึ่งพระนามว่าศักราทิตย์ หรือกุมารคุปตะที่ 1 ครองราชย์ประมาณ พ.ศ. 958-998) ได้ทรงสร้างวัดอันเป็นสถานศึกษาขึ้นแห่งหนึ่งที่เมืองนาลันทาและกษัตริย์พระองค์ต่อๆ มาในราชวงศ์นี้ก็ได้สร้างวัดอื่นๆ เพิ่มขึ้นในโอกาสต่างๆ จนมีถึง 6 วัด และสร้างกำแพงล้อมรอบ โดยขนานนามว่า “นาลันทามหาวิหาร” ต่อมาเมื่อพ.ศ. 1742 มหาวิทยาลัยนาลันทาก็พบกับการล่มสลาย เมื่อถูกกองทัพมุสลิมเติร์กเข้าครอบครองดินแดนและเผาทำลายวัดและปูชนียสถาน ตลอดจนฆ่าพระภิกษุ นักศึกษา และคณาจารย์ ไปอย่างมากมาย เมื่อมหาวิทยาลัยนาลันทาล่มสลายไปแล้วชื่อเสียงของเมืองนาลันทาก็ค่อยๆถูกลบเลือนจากคนทั่วไป จนกระทั่งปีพ.ศ.2403 เซอร์ อเล็กซานเดอร์ คันนิ่งแฮม "บิดาแห่งการสำรวจโบราณคดีอินเดีย" ได้ค้นพบมหาวิทยาลัยนาลันทา ซึ่งในขณะนั้นเป็นเพียงกองดินสูงเท่านั้น ต่อมาจึงได้ขุดสำรวจตามหลักวิชาการโบราณคดี มหาวิทยาลัยก็ได้ปรากฏแก่สายตาชาวโลกอีกครั้งหนึ่ง จากนั้น นำท่านสักการะหลวงพ่อดำแห่งนาลันทา (มีลักษณะพระเกตุทรงบัวตูม ปางนั่งขัดสมาธิ พระหัตถ์ชี้แม่พระธรณีเป็นพยาน แกะสลักด้วยหินดำ หน้าตักกว้าง 60 นิ้ว) สูงนับจากพระเพลาถึงยอดพระเกตุ 69 นิ้ว สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าเทวาปาล ในปีพุทธศักราชที่ 1353 ชาวเมืองท้องถิ่นมีความเชื่อว่า “เตลีย่า บาบา” ชื่อเรียกตามภาษาท้องถิ่นของหลวงพ่อดำแห่งนาลันทา สามารถช่วยรักษาโรคเรื้อนได้ หากมาสักการะและนำน้ำมันมะพร้าวมาชะโลมองค์พระ และต่อมาหลวงพ่อดำ ได้รับการศรัทธาในเรื่องการขอพรให้หายจากโรคภัยไข้เจ็บ ได้เวลาอันสมควร นำท่านเดินทางสู่เมืองไวสาลี ในอดีตคือแคว้นวัชชีที่ปกครองโดยกษัตริย์ลิจฉวี เป็นหนึ่งใน 16 แคว้นของชมพูทวีป ซึ่งในสมัยพุทธกาลพระพุทธองค์เคยมาโปรดให้ชาวเมืองได้รอดพ้นจากโรคอหิวาตกโรค ที่แม้แต่พระมหาวีระ ศาสดาแห่งศาสนาเชนไม่สามารถบำบัดโรคร้ายนี้ได้ จึงถือได้ว่าเป็นศูนย์กลางการเผยแผ่พระพุทธศาสนาที่สำคัญแห่งหนึ่ง
ค่ำ นำท่านเดินทางเข้าสู่ที่พักเมืองไวสาลี ณ Vaisali Residency หรือเทียบเท่าพร้อมรับประทานอาหารค่ำ
เมืองไวสาลี - เมืองกุสินารา
เช้า รับประทานอาหารเช้าภายในโรงแรม
หลังอาหาร นำท่านชม ปาวาลเจดีย์ หรือสารีริกธาตุสถูป ซึ่งเป็นสถานที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุที่ได้รับแบ่ง 1 ใน 8 ส่วน เมื่อครั้งที่โทณพราหมณ์ได้ทำพิธีแบ่งให้กับ 8 นคร ภายหลังการถวายพระเพลิงพุทธสรีระ โดยเมื่อปีพุทธศักราช 2501 ได้มีการขุดพบผอบบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ จึงเป็นสถานที่สามารถระบุได้ว่าเป็นสถานที่ตั้งของแคว้นวัชชี และในสมัยพุทธกาลนั้น ยังเป็นสถานที่พระยามารได้เข้ามากราบทูลขอให้พระองค์ปลงอายุสังขารเสด็จปรินิพพาน ณ สถานที่แห่งนี้  โดยพระพุทธองค์ทรงตรัสในวันปลงอายุสังขาร “สังขาร ทั้งหลายมีความเสื่อมเป็นธรรมดา ขอท่านทั้งหลายจงยังความไม่ประมาทให้ถึงพร้อมเถิด ชนเหล่าใดทั้งเด็ก ทั้งผู้ใหญ่ ทั้งพาล ทั้งบัณฑิต ทั้งมั่งมี ทั้งขัดสน ล้วนมีความตายเป็นเบื้องหน้า” จากนั้น  นำท่านชม กุฎาคารศาลา วัดป่ามหาวัน ที่มีลักษณะเป็นสถูปทรงบาตรคว่ำ ซึ่งกษัตริย์ลิจฉวีทรงสร้างถวายสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งพระพุทธองค์ทรงประทับจำพรรษา ณ สถานที่แห่งนี้ ในพรรษาที่ 5 พร้อมนำท่านชมเสาอโศกรูปสิงห์ที่เชื่อว่ามีความสมบูรณ์ที่สุด ที่อยู่ในลักษณะนั่งหันหน้าไปทางทิศตะวันออกที่มีความสมบูรณ์ที่สุด ในปัจจุบันสถานที่แห่งนี้หลงเหลือเพียงซากโบราณสถานที่ประกอบไปด้วยสังฆาราม ห้องพัก ห้องประชุมที่สำคัญวัดแห่งนี้เป็นสถานที่ที่พระพุทธองค์ประธานพุทธานุญาตบวชพระนางปชาบดีโคตสีเป็นพระภิกษุณีรูปแรกของโลก
เที่ยง รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคารภายในโรงแรมเมืองไวสาลี
หลังอาหาร นำท่านเดินทางสู่เมืองกุสินารา เดิมในสมัยพุทธกาล เมืองกุสินารานั้นเป็นส่วนหนึ่งของแคว้นมัลละ  ซึ่งเป็นสถานที่ตั้งของ สาลวโนทยาน หรือป่าไม้สาละที่มีความสำคัญเป็นสถานที่ที่พระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพานและเป็นสถานที่ถวายพระเพลิงของพระพุทธองค์
ค่ำ นำท่านเข้าสู่โรงแรมที่พักเมืองกุสินารา ณ Lotus Nikko หรือเทียบเท่าพร้อมรับประทานอาหารค่ำภายในโรงแรม
เมืองกุสินารา - เมืองลุมพินี ประเทศเนปาล
เช้า รับประทานอาหารเช้าภายในโรงแรมที่พัก *** โปรดเตรียมหนังสือเดินทางสำหรับข้ามผ่านแดนประเทศอินเดีย – เนปาล ***
หลังอาหาร นำท่านเดินทางสู่สาลวโนทยาน หรือป่าสาละ แห่งแคว้นมัลละในสมัยพุทธกาล พร้อมนำท่านชม ปรินิพพานสถูป เป็นสถูปที่อยู่ด้านหลังวิหารปรินิพพาน ซึ่งพระเจ้าอโศกมหาราชพระราชทานพระราช-ทรัพย์100,000 รูปี ให้สร้างขึ้นคร่อมกับพระแท่นปรินิพพาน มีลักษณะเป็นทรงบาตรคว่ำสูง 65 เมตร มียอดฉัตร 3 ชั้น พร้อมปรากฏเสาอโศกในบริเวณใกล้เคียง จากนั้นนำท่านนมัสการ พระพุทธรูปปางปรินิพพาน ณ วิหารปรินิพพาน เป็นพระพุทธรูปที่เป็นศิลปะในสมัยคุปตะ (พุทธศักราช 823 - 1093) โดยช่างฝีมือชาวมธุรา ที่มีขนาดความยาวประมาณ 7 เมตร สูงประมาณ 1 เมตร ประดิษฐานอยู่บนพระแท่นจุณศิลา ที่ทำจากทรายแดงของเมืองจุนนะวิหารแห่งนี้ถูกขุดครั้งแรก เมื่อปีพุทธศักราช 2397 โดยนายพลเซอร์ อเล็กซานเดอร์ คันนิ่งแฮม และถูกขุดเรื่อยมาจนกระทั่งปีพุทธศักราช 2450 ได้ค้นพบโบราณวัตถุมากมาย รวมทั้งพระพุทธรูปปางปรินิพพานที่ประดิษฐาน ณ สถานที่แห่งนี้ จากนั้น  นำท่านชม มกุฏพันธนเจดีย์ สถานที่ทำพิธีถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระ ซึ่งมีชื่อเรียกในท้องถิ่นว่ารามภาร์-กา-ฏีลา อยู่ห่างจากที่พระพุทธองค์เสด็จปรินิพพานประมาณ 1 กิโลเมตร
เที่ยง รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคารภายในโรงแรมเมืองกุสินารา
หลังอาหาร นำท่านเดินทางสู่ลุมพินี เมืองไภรวา ประเทศเนปาล ซึ่งสถานที่แห่งนี้เป็นสังเวชนียสถานแห่งเดียวที่ไม่อยู่ในประเทศอินเดีย อันเนื่องมาจาก ก่อนที่สมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้าจะเสด็จมาประสูติ พระองค์ท่านเป็นพระบรมโพธิสัตว์เจ้า ยังมิได้รับอาราธนาของทวยเทพทั้งหลายทรงพิจารณาดู "ปัญจมหาวิโลกนะ" คือ การตรวจดูอันยิ่งใหญ่ 5 อย่าง ก่อนที่จะตัดสินพระทัยประทานปฏิญาณรับอาราธนาของเทพยดาทั้งหลาย ว่าจะจุติจากดุสิตเทวโลกไปบังเกิดในพระชาติสุดท้ายที่จะตรัสรู้ เป็นพระพุทธเจ้ามี 5 อย่างที่พระบรมโพธิสัตว์เจ้าทรงเลือก ดังนี้ 1. กาล ทรงเลือกอายุกาลของมนุษย์ 2. ทวีป ทรงเลือกชมพูทวีป 3. ประเทศ ทรงเลือกมัธยมประเทศ 4. ตระกูล ทรงเลือกตระกูลกษัตริย์ศากยวงศ์ 5. มารดา ทรงเลือกมารดาที่มีศีลห้าบริสุทธิ์ ได้บำเพ็ญบารมีมาตลอดแสนกัป และกำหนดอายุของมารดา ทรงกำหนดได้พระนางมหามายา
เย็น นำท่านเข้าสู่โรงแรมที่พักในลุมพินี เมืองไภรวา ประเทศเนปาล ณ Nirvana Hotel หรือเทียบเท่าพร้อมรับประทานอาหารเย็นภายในโรงแรม
ลุมพินี เมืองไภรวา ประเทศเนปาล – เมืองสาวัตถี
เช้า รับประทานอาหารเช้าภายในโรงแรมที่พัก *** โปรดเตรียมหนังสือเดินทางสำหรับข้ามผ่านแดนประเทศเนปาล – อินเดีย *** จากนั้น นำท่านเยี่ยมชม สวนลุมพินีวัน ตั้งอยู่ที่เมืองไภรวา แคว้นอูธ ประเทศเนปาล นำท่านชม วิหารมายาเทวี สถานที่ประสูติของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งภายในวิหาร จะพบรูปปั้นของพระนางมายาเทวี (พระมารดาของพระพุทธเจ้า) ขณะพระองค์กำลังให้กำเนิดเจ้าชายสิทธัตถะ และ รูปรอยเท้าของเจ้าชายสิทธัตถะ ภายนอกวิหาร จะปรากฏ สระโบกขรณี และเสาศิลาพระเจ้าอโศกซึ่งถูกฝังดินไว้และพบจารึกเป็นอักษรพราหมีระบุว่าที่แห่งนี้คือสถานที่เจ้าชายสิทธัตถะประสูติ
เที่ยง รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคารภายในโรงแรมในลุมพินี เมืองไภรวา ประเทศเนปาล
หลังอาหาร นำท่านเดินทางสู่เมืองสาวัตถี ซึ่งในสมัยพุทธกาลนั้น เมืองสาวัตถีเป็นเมืองหลวงแห่งแคว้นโกศล และมีความสำคัญกับศาสนาพุทธอยู่มากมายเช่นกัน เนื่องจากเป็นสถานที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจำพรรษาอยู่ถึง 24 พรรษา และเป็นเมืองที่พระองค์ทรงแสดงพระธรรมเทศนาและแสดงธรรมแก่ภิกษุและพุทธบริษัทให้บรรลุอมตธรรมเป็นจำนวนมาก มีพระอรหันตสาวกอยู่จำพรรษานับพันนับหมื่นองค์ มีอุบาสกอุบาสิกาก็เป็นเลิศกว่าใครในแผ่นดิน ส่วนพระราชาก็ศรัทธาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาอย่างดียิ่ง
เย็น นำท่านเข้าสู่โรงแรมที่พักเมืองสาวัตถี ณ Lotus Nikko หรือเทียบเท่าพร้อมรับประทานอาหารเย็นภายในโรงแรม
เมืองสาวัตถี - เมืองพาราณสี
เช้า รับประทานอาหารเช้าภายในโรงแรมที่พัก
หลังอาหาร นำท่านสักการะ สถานที่แสดงยมกปาฏิหาริย์สถูป เป็นสถานที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแสดงปาฏิหาริย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ ที่แม้แต่อัครสาวกไม่สามารถแสดงได้ โดยปาฏิหาริย์ที่เกิดเป็นลักษณะคู่ คือมี 2 เหตุการณ์ อันประกอบไปด้วย  การปราบทิฏฐิพวกเดียรถีย์ภายใต้ต้นมะม่วงคัณฑามพฤกษ์ และการเสด็จขึ้นไปสวรรค์ชั้นที่ 2 หรือดาวดึงส์ เพื่อโปรดพระนางมายาเทวี พระพุทธมารดาของพระองค์ หลังจากนั้น นำท่านเที่ยวชม วัดเชตวันมหาวิหาร หรือสาเหต (Sahet) พระอารามหลวงขององค์พระศาสดา จำพรรษาถึง 19 พรรษา โดยท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีผู้บริจาคทรัพย์สมบัติในการสร้างมหาวิหารแห่งนี้ ซึ่งมีเนื้อที่ทั้งสิ้น 80 ไร่ พร้อมเยี่ยมชม สถานที่พระเทวทัตถูกแผ่นดินสูบ ซึ่งอยู่บริเวณด้านหน้าวัดเชตวันมหาวิหาร และอานันทโพธิ์ ต้นโพธิ์ที่ปลูกโดยพระอานนท์ในสมัยพุทธกาล ต้นโพธิ์ต้นนี้ปรากฏหลักฐานจารึกของหลวงจีนฟาเหียนและพระถังซัมจั๋ง โดยต้นโพธิ์ดังกล่าวยังคงยืนต้นมาจนปัจจุบัน จากนั้น... นำท่านเยี่ยมชม พระมูลคันธกุฎี กุฏิของพระพุทธเจ้า ที่ได้รับการขุดค้นและปรับแต่งภูมิทัศน์เป็นอย่างดี วัดเชตวันมหาวิหารแห่งนี้ยังเป็นสถานที่เกิดเรื่องราวและพระสูตรสำคัญๆ ในพระพุทธศาสนามากมายเช่น เรื่องของพระองคุลิมาล นางปฏาจาราเถรี พระนางกิสาโคตมีเถรี การถวายอสทิสทาน เรื่องพระพุทธองค์ทรงดูแลภิกษุไข้ พราหมณ์จูเฬกสาฏก ทรงพยากรณ์สุบินนิมิต 16 ประการ นางกาลียักษิณี นางจิญมาณวิกาถูกแผ่นดินสูบ พระเทวทัตถูกแผ่นดินสูบ เป็นต้น ในส่วนพระสูตรนั้นมีจำนวนมาก ที่สำคัญ ๆ เช่น มหามงคลสูตร, ธชัคคสูตร, ทสธัมมสูตร, สาราณียธรรมสูตร, อหิราชสูตร, เมตตานสังสสูตร, คิริมานนทสูตร, ธัมมนิยามสูตร, อปัณณกสูตร, อนุตตริยสูตร, พลสูตร, มัคควิภังคสูตร, โลกธัมมสูตร, ทสนารถกรณธัมมสูตร, อัคคัปปทานสูตร, ปธานสูตร, อินทริยสูตร, อนริยสูตร และสัปปุริสธัมมสูตร จากนั้นนำท่านชม บ้านของอนาถบิณฑิกเศรษฐี เดิมทีชื่อนายสุทัตตะ แต่ชาวบ้านนิยมเรียกว่า อนาถบิณฑิกเศรษฐี เนื่องจากความที่เป็นคนใจบุญสุนทาน ชอบช่วยเหลือผู้อื่นที่ตกยาก ซึ่งอนาถบิณฑิกเศรษฐีนั้นได้พบกับพระพุทธองค์ เมื่อครั้งเดินทางไปทำมาค้าขายที่เมืองราชคฤห์ และได้เลี้ยงภัตตาหารแก่พระพุทธศาสดา พร้อมได้สดับรับฟังพระธรรมเทศนา อนุปุพพิกถาและอริยสัจ 4 จนบรรลุโสดาปัตติผล จนกระทั่งได้อาราธนาพระพุทธองค์ไปประทับที่เมืองสาวัตถี โดยได้ทำการซื้อพื้นที่สวนของเจ้าเชตมาสร้างวัดเชตวันมหาวิหาร อันเป็นที่มาของชื่อวัด และทำให้มหาเศรษฐีแห่งเมืองสาวัตถี อุบาสกผู้คอยอุปัฏฐากพระพุทธศาสนา ท่านได้รับการยกย่องให้เป็นอุบาสกผู้เลิศในการเป็นผู้ถวายทาน ปัจจุบันสถานที่ดังกล่าวหลงเหลือเพียง อาคารก่ออิฐสูงเท่าตึก 2 ชั้นมีบันไดขึ้นไปถึงยอดตรงกลางที่เป็นห้องโถงใหญ่ สันนิษฐานว่าเป็นสถานที่เก็บทรัพย์สมบัติของมหาเศรษฐีในการสร้างวัดเชตวันมหาวิหาร หลังจากนั้นนำท่านชม บ้านบิดาขององคุลีมาล หรือบ้านของปุโรหิต บิดาของพระสาวกที่มีชื่อเสียงในเมืองสาวัตถี การโปรดองคุลีมาลครั้งนี้ถือว่า เป็นการที่พระพุทธเจ้าผจญมารได้รับชัยชนะ ครั้งที่ 4 จาก 8 ครั้ง อันปรากฏตามพระชัยมงคลคาถา อันมีใจความดังนี้“อุกขิตตะขัคคคะมะติหัตถะสุทารุณันตังธาวันติโยชะนะปะถังคุลิมาละวันตังอิทธีภิสังขะตะมะโน ชิตะวา มุนินโทตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิฯ” อันมีความหมายว่า พระจอมมุนี ทรงคิดจะแสดงอิทธิฤทธิ์ปาฏิหารย์ จึงได้เอาชนะโจรชื่อ องคุลิมาล ผู้แสนจะดุร้าย มีฝีมือ ถือดาบวิ่งไล่พระองค์ไปสิ้นระยะทาง 3 โยชน์ จึงขอชัยมงคลทั้งหลายจงมีแด่ท่าน ด้วยเดชแห่งพระพุทธชัยมงคลนั้นเถิดฯ ปัจจุบัน บ้านบิดาขององคุลีมาลนั้น มีลักษณะเป็นเนินสูง เป็นอาคารอิฐก่อ มีโพรงเป็นช่องทางทะลุไปข้างบนได้ ด้านบนมีห้องกว้างปิดทึบสี่ด้าน ด้านซ้ายมือของด้านบนถูกเปิดโล่งถึงยอดอาคาร แต่ตามหลักฐานที่สันนิษฐานนั้นว่าน่าจะเป็นสถูปมากกว่าที่พักอาศัย และสามารถเชื่อมเรื่องราวของสถานที่ที่สร้างเพื่อเป็นอนุสรณ์สถานแก่พระสาวกองค์หนึ่งที่เคยเข่นฆ่าผู้คนถึง 999 ชีวิตตัดนิ้วมือมาร้อยเป็นมาลัยคล้องคอ จนกระทั่งมาพบพระพุทธองค์ทรงเทศน์โปรดจนบรรลุเป็นพระอรหันต์
เที่ยง รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคารภายในโรงแรมเมืองสาวัตถี
หลังอาหาร นำท่านออกเดินทางสู่เมืองพาราณสี แผ่นดินศักดิ์สิทธิ์ เมืองสถิตย์ขององค์พระศิวะ และยังเป็นดินแดนที่ดีที่สุดในการศึกษาวิถีชีวิตของชาวอินเดียแท้ว่าเป็นอย่างไรดังคำกล่าวของ  พลตรีหลวงวิจิตรวาทการ ว่า “พาราณสีคือ อินเดียแท้ ใครมาอินเดียแล้วไม่เห็นพาราณสีก็เท่ากับว่าไม่ได้เห็นอินเดียใครอยากรู้ว่าอินเดียที่แท้จริงเป็นอย่างไร ต้องมาดูที่เมืองพาราณสี” อิสระให้ท่านชมวิวทิวทัศน์สองฝั่งทางระหว่างการเดินทาง ในสมัยพุทธกาล เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้ว พระองค์เคยทรงสนทนากับพวกพราหมณ์ผู้ไปอาบน้ำในแม่น้ำคงคาเพื่อล้างบาปเป็นใจความว่า ถ้าต้องการล้างบาปไม่จำเป็นต้องไปอาบน้ำในแม่น้ำคงคา ขอให้ชำระกาย วาจา ใจให้บริสุทธิ์ คือ เว้นทุจริตทางกาย วาจา ใจ และประพฤติสุจริตทางกาย วาจา ใจ นั่นแหละคือการอาบน้ำล้างบาปมีในศาสนาของพระองค์ ถ้าประพฤติอยู่ในสุจริตแล้ว แม้น้ำดื่ม น้ำอาบ ธรรมดาก็จะกลายเป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์ไปด้วย อนึ่ง ถ้าน้ำในแม่น้ำคงคาสามารถล้างบาปได้จริงและอำนวยผลให้ผู้ลงไปอาบไปสวรรค์ได้จริงแล้ว พวก กุ้ง หอย ปู ปลา ก็มีโอกาสไปสวรรค์ได้มากกว่ามนุษย์เพราะอาศัยอยู่ในแม่น้ำนั้นตลอดเวลา
ค่ำ นำท่านเข้าสู่โรงแรมที่พักเมืองพาราณสี ณ Ideal Tower หรือเทียบเท่าพร้อมรับประทานอาหารค่ำภายในโรงแรม
เมืองพาราณสี - พุทธคยา
เช้า รับประทานอาหารเช้าภายในโรงแรมที่พัก นำท่านล่องเรือชมวิถีชีวิตความเป็นอยู่ และชมพิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์ในแม่น้ำคงคา สายน้ำอันศักดิ์สิทธิ์ที่หล่อเลี้ยงชาวอินเดียมาแต่โบราณกาล จากนั้นนำท่านกลับสู่โรงแรมที่พักเพื่อรับประทานอาหารเช้า หลังอาหารนำท่านเดินทางสู่สารนาถ ซึ่งอยู่ในเขตเมืองพาราณสี ในอดีตสถานที่แห่งนี้คือ“ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน” อันป็นสถานที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงพระปฐมเทศนา “ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร” แก่ปัญจวคีย์ทั้ง 5 และเป็นสถานที่เกิดพระรัตนตรัยครบ 3 องค์ คือ พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ พร้อมนำท่านเยี่ยมชม เจาคัณฑีสถูป เป็นอนุสรณ์สถานที่พระพุทธเจ้าทรงพบกับปัญจวคีย์ทั้ง 5 เมื่อเสด็จมาโปรดหลังจากพระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ได้เพียง 2 เดือน และสามารถทำให้อัญญาโกณฑัญญะบรรลุอรหันตผล ซึ่งสถูปแห่งนี้สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช ต่อมาได้ทำการบูรณปฏิสังขรณ์ในสมัยคุปตะ และมีการปรับเปลี่ยนผังของสถูปจากเดิมมาเป็นแบบรูปทรง 8 เหลี่ยม โดยจักรพรรดิ์อัคบาร์แห่งราชวงศ์โมกุล พระอัยกา (ปู่) ของจักรพรรดิ์ชาห์จาฮัน ผู้สร้างตำนานประติมากรรมแห่งความรักอันเป็นนิจนิรันดร ทัชมาฮาล (Taj Mahal) เพราะในอดีตพระบิดาของพระองค์ จักรพรรดิ์หุมายันได้เสด็จลี้ภัยมายังสถานที่แห่งนี้ จากนั้นนำท่านชม พระมูลคันธกุฎี กุฏิของพระพุทธเจ้า ซึ่งสร้างขึ้นโดยพระเจ้าอโศกมหาราช พร้อมปรากฏเสาอโศกในพื้นที่ดังกล่าว พร้อม นำท่านนมัสการธัมเมกขสถูป เป็นสถูปที่สร้างเพื่ออุทิศแด่พระอัญญาโกณฑัญญะ ผู้ซึ่งเห็นธรรมเป็นท่านแรก สถูปแห่งนี้มีสถาปัตยกรรมแบบเมาริยะ เป็นทรงกลมแบบบาตรคว่ำ มีความสูงจากฐาน 42 เมตร ภายหลังจากสถูปองค์เก่าถูกทำลายได้มีการสร้างสถูปแห่งนี้ขึ้นมาใหม่ เมื่อปีพุทธศักราช 2337 และนำท่านสักการะ ธัมมราชิกสถูป เป็นสถานที่ที่พระพุทธเจ้าทรงประทับจำพรรษาในช่วงฤดูฝนแรกหลังจากทรงตรัสรู้อนุตรสัมมาสัมโพธิ-ญาณแล้ว ธัมมราชิกสถูปสร้างขึ้นเป็นอนุสรณ์ในสถานที่ที่เชื่อว่าเป็นที่ประทับแสดงทุติยเทศนา คือ “อนัตตลักขณสูตร” โปรดแก่ปัญจวัคคีย์ทั้ง 5 หลังจากวันที่พระพุทธองค์ทรงแสดง “ธัมมจักกัปปวัตนสูตร” คือพระสูตรว่าด้วยการหมุนกงล้อแห่งพระธรรมอันเป็นพระสูตรแรกในพระพุทธศาสนา และในวันแรม 5 ค่ำ เดือน 8 พระพุทธองค์ได้ทรงแสดงอนัตตลักขณสูตรโปรดแก่ปัญจวัคคีย์ทั้ง 5 ทำให้ทั้งหมดได้เข้าใจชัดเจนถึงความเป็นอนัตตา ความไม่มีตัวตนถาวรเที่ยงแท้ของขันธ์ ของสังขารธรรม ทำให้ปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ สามารถเพิกถอนอุปทาน อาสวะในจิตของตนได้และได้บรรลุเป็นพระอรหันต์พร้อมกันเป็นครั้งแรกของโลกในที่สุด จากนั้น  นำท่านเที่ยวชม พิพิธภัณฑ์สารนาถ ที่จัดแสดงโบราณวัตถุที่มีความเกี่ยวข้องกับพุทธประวัติ โดยสิ่งที่น่าสนใจประกอบไปด้วย หัวเสาอโศก พระพุทธรูปปางปฐมเทศนาที่สร้างขึ้นในสมัยคุปตะ ช่วงศตวรรษที่ 4
เที่ยง รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคารภายในโรงแรมเมืองพาราณสี ได้เวลาอันสมควรนำท่านเดินทางกลับพุทธคยา เมืองคยาเพื่อเตรียมตัวเดินทางกลับเมื่อย่างกุ้งในวันพรุ่งนี้ อิสระให้ท่านชมวิวทิวทัศน์และวิถีชีวิตของคนท้องถิ่นสองฝั่งทาง
ค่ำ นำท่านเดินทางเข้าสู่ที่พักในพุทธคยา เมืองคยา ณ Bodhgaya Regency หรือเทียบเท่าพร้อมรับประทานอาหารค่ำ
พุทธคยา เมืองคยา - เมืองย่างกุ้ง
เช้า รับประทานอาหารเช้าภายในโรงแรมที่พัก
หลังอาหาร นำท่านเดินทางเที่ยวชม สถูปนางสุชาดา ซึ่งปัจจุบันเป็นเนินดินสูงมีการก่ออิฐล้อมรอบสูงประมาณ 4 เมตร รอบๆเป็นลานกว้างมีร่องรอยการขุดดินหาโบราณวัตถุ สถูปแห่งนี้ถูกสร้างเป็นอนุสรณ์สถานโดยพระเจ้าอโศกมหาราช ในสมัยพุทธกาลนางสุชาดาคือผู้ที่ถวายข้าวมธุปายาสพร้อมถาดทองคำให้กับพระพุทธเจ้า ในช่วงที่พระพุทธองค์ทรงเลิกบำเพ็ญทุกรกริยาและกลับมาเสวยอาหารตามปกติ จากนั้นนำท่านเยี่ยมชม แม่น้ำเนรัญชรา สถานที่สำคัญทางศาสนาที่พระศาสดาได้รับการถวายข้าวมธุปายาสพร้อมถาดทองคำจากนางสุชาดา และ พระองค์ได้อธิษฐานจิตเสี่ยงทายหากพระองค์ท่านสามารถตรัสรู้ได้ ขอให้ถาดทองคำลอยทวนสายน้ำ หลังจากนั้นนำท่านเยี่ยมชม วัดพุทธนานาชาติ เช่น วัดไทยพุทธคยา วัดพุทธศรีลังกา วัดพุทธญี่ปุ่นวัดพุทธฑิเบต เป็นต้น อิสระให้ท่านชมสถาปัตยกรรมในการสร้างโบสถ์ วิหารที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของแต่ละประเทศ หากมีเวลานำท่านปฏิบัติธรรม ณ พระมหาเจดีย์พุทธคยา อีกครั้งหนึ่งเพื่อเป็นการเสริมสิริมงคลก่อนอำลาพุทธคยา เมืองคยา
เที่ยง รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคารในโรงแรมในพุทธคยา
หลังอาหาร นำท่านเดินทางสู่ท่าอากาศยานนานาชาติเมืองคยา เพื่อนำท่านเดินทางสู่เมืองย่างกุ้ง โดยมีเจ้าหน้าที่ของบริษัท ... ให้บริการทำการเช็คอินและคอยอำนวยความสะดวกเรื่องสัมภาระของท่าน
16.00 น. คณะเดินทางออกจากท่าอากาศยานนานาชาติเมืองคยา สู่เมืองย่างกุ้ง โดยสายการบิน Myanmar Airways International (8M) เที่ยวบินที่ 8M 602
19.20 น. คณะเดินทางถึงท่าอากาศยานนานาชาติเมืองย่างกุ้ง ผ่านพิธีการตรวจคนเข้าเมืองเป็นที่เรียบร้อยแล้ว นำท่านเดินทางสู่ร้านอาหารเพื่อรับประทานอาหารเย็น หลังอาหาร นำท่านเดินทางเข้าสู่ที่พัก Millenium Hotel หรือเทียบเท่า
ย่างกุ้ง - กรุงเทพฯ
เช้า รับประทานอาหารเช้าภายในโรงแรมที่พัก
หลังอาหาร จากนั้นนำท่านนมัสการ พระมหาเจดีย์ชเวดากอง (พระธาตุประจำปีเกิดปีมะเมีย 1 ใน 5 มหาบูชาสถานสูงสุดของพม่า) เป็นเจดีย์ทองคำที่งดงาม ตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่กลางเมืองย่างกุ้ง มีความสูง 109 เมตร ประดับด้วยเพชร 544 เม็ด ทับทิม นิล และบุษราคัมอีก 2317 เม็ด มหาเจดีย์ชเวดากองมีทองคำโอบหุ้มอยู่น้ำหนักถึง 1,100 กิโลกรัม โดยช่างชาวพม่า จะใช้ทองคำแท้ตีเป็นแผ่นปิดองค์เจดีย์ไว้รอบ ว่ากันว่าทองคำที่ใช้ในการก่อสร้าง และซ่อมแซมพระมหาเจดีย์แห่งนี้มากมายมหาศาลกว่าทองคำที่เก็บอยู่ในธนาคารชาติอังกฤษเสียอีก รอบๆ ฐานพระมหาเจดีย์รายล้อมด้วยเจดีย์องค์เล็กๆ นับร้อยองค์ มีซุ้มประตูสี่ด้าน ยอดฉัตรองค์พระมหาเจดีย์ประกอบด้วยเพชรและพลอยมากมาย ภายในองค์พระมหาเจดีย์ได้บรรจุเส้นพระเกศาธาตุของพระพุธเจ้าจำนวน 8 เส้น เป็นพระธาตุประจำปีเกิดปีมะเมีย และยังเป็น 1 ใน 5 มหาบูชาสถานสูงสุดของพม่า ซึ่งมีทั้งผู้คนชาวพม่า และชาวต่างชาติพากันสักการะทั้งกลางวันและกลางคืนอย่างไม่ขาดสาย จากนั้น นำท่านเดินทางนมัสการ เจดีย์โบตะทาวน์ ซึ่งโบตะทาวน์ แปลว่า เจดีย์นายทหาร 1000 นาย ได้สร้างเจดีย์โบตะทาวน์นี้และทรงนำพระเกศธาตุ ไว้ 1 เส้น ก่อนที่จะนำไปบรรจุที่เจดีย์ชเวดากองและเจดีย์สำคัญอื่นๆ เมื่อเดินเข้าไปในเจดีย์สามารถมองเห็นพระเกศาธาตุได้อย่างใกล้ชิดนอกจากนี้ยังมีสิ่งที่น่าชมภายในบริเวณรอบๆเจดีย์ คือ พระพุธรูปทองคำ ประดิษฐานในวิหารด้านขวามือ เป็นพระพุธรูปปางมารวิชัยที่มีลักษณะงดงามยิ่งนัก ตามประวัติว่าเคยประดิษฐานอยู่ในพระราชวังมัณฑะเลย์ ครั้งเมื่อพม่าตกเป็นอาณานิคมอังกฤษในปี พ.ศ. 2428 ถูกเคลื่อนย้ายไปยังพิพิธภัณฑ์กัลป์กัตตาในอินเดีย ทำให้รอดพ้นจากระเบิดของฝ่ายพันธมิตรที่ถล่มพระราชวังมัณฑะเลย์ ต่อมาในปี 2488 พระพุทธรูปองค์นี้ถูกจัดแสดงที่พิพิธภัณฑ์วิกตอเรียและแอลเบิร์ต และด้านซ้ายมือจะเป็นรูปปั้น นัตโบโบยี หรือ เทพทันใจ ซึ่งชาวพม่ารวมถึงชาวไทยนิยมไปกราบไหว้บูชา ด้วยที่เชื่อว่าเมื่ออธิษฐานสิ่งใดแล้วจะสมปรารถนาทันใจวิธีการสักการะรูปปั้นเทพทันใจ (นัตโบโบจี) เพื่อขอสิ่งใดแล้วสมตามความปราถนาก็ ให้เอาดอกไม้ ผลไม้ โดยเฉพาะมะพร้าวอ่อน กล้วย หรือผลไม้อื่นๆมาสักการะเทพทันใจจะชอบมาก จากนั้นก็ให้เอาเงินจะเป็นดอลล่า บาท หรือจ๊าด ก็ได้ (แต่แนะนำให้เอาเงินบาทดีกว่าเพราะเราเป็นคนไทย) แล้วเอาไปใส่มือของเทพทันใจสัก 2 ใบ ไหว้ขอพรแล้วดึกกลับมา 1 ใบ เอามาเก็บรักษาไว้ จากนั้นก็เอาหน้าผากไปแตะกับนิ้วชี้ของเทพทันใจ แค่นี้ท่านก็จะสมตามความปรารถนาที่ขอ
เที่ยง บริการอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร
บ่าย นำท่านสักการะ พระพุทธไสยาสน์เจ้าทัตจี หรือ พระตาหวาน ซึ่งเป็นพระที่มีความสวยงามอีกองค์หนึ่งของพม่า มีความยาวถึง 70 เมตร แต่เก่าแก่เพียงไม่กี่สิบปีและมีขนาดใหญ่กว่า พระพุทธไสยาสน์ชเวตาเลียว มีขนตาที่งดงามและดวงตาที่สง่างาม ซึ่งได้ให้ช่างที่ฝีมือการประดิษฐ์ที่ดีที่สุดในพม่าสร้างดวงตาขึ้น  พระบาทมีภาพมงคล 108 ประการและพระบาทซ้อนกันซึ่งแตกต่างกับศิลปะของไทย อย่างไรก็ดี วัดแห่งนี้จัดเป็นศูนย์กลางสำคัญในการศึกษาตำรับตำราทางพระพุทธศาสนา มีพระภิกษุจำพรรษาอยู่มากถึง 600 รูป
16.30 น. ออกเดินทางกลับกรุงเทพฯ Myanmar Airways เที่ยวบินที่ 8M 331
18.15 น. เดินทางถึงสนามบินสุวรรณภูมิ โดยสวัสดิภาพ...

 

Leave a Reply

 

Your email address will not be published. Required fields are marked *